การมีใครสักคนอาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับวิธีแก้เหงา
แม้มีคนที่เรารักก็เหงาได้
ความรู้สึกเรานี่มันช่างเปราะบางเสียเหลือเกิน
บางทีค้นลงไปในใจ
เราจะลืมคนเดิมเราได้ไหม
เรารักใครจริงๆ
ทำไมช่วงนี้ดูความรักระหว่างเรามันจืดจังเลย
หรือเป็นเพราะความรู้สึกของเราคนเดียว
แรกรักมักหวานอย่างโบราณว่า
แต่ทำไมกับคนเดิม มันถึงได้หอมหวานกว่า
นี่อาจจะเป็น....หัวใจที่เห็นแก่ตัวของเรา
ฝนตกพร่ำๆ
เป็นการร่ำลา
หน้าหนาวจะมาแล้ว
หนึ่งปีมันเร็วจัง
หนึ่งปีที่เรารู้จักกัน
ปีนี้ ไม่มี เธอแล้ว
23 October 2009
30 July 2009
ขำขัน Mac
เพื่อนเล่าว่าจะไปเคลมจอที่ร้าน Apple เนื่องจากจอมันด่าง
เขาหงุดหงิดมาก ที่ประกันยังไม่หมดแต่ก็ไม่สามารถเคลมได้
อีกคนแนะนำว่า บอกแล้วว่าต้องคุยกับ "Steve Jobs"
แต่เราว่า คุยกับ "Jonathan Hive ก็ได้นะ"
"ใครฟร่ะ?? Jonathan Hive"
".... สงสัยต้องไปคุยกับ Jack Johnson" เจ้าของเครื่อง Mac กล่าว
ฮ่า
เออ....คิดได้ไง
พี่แจ็คเค้าเคยเป็น PR. Apple ด้วยน๊า....
เขาหงุดหงิดมาก ที่ประกันยังไม่หมดแต่ก็ไม่สามารถเคลมได้
อีกคนแนะนำว่า บอกแล้วว่าต้องคุยกับ "Steve Jobs"
แต่เราว่า คุยกับ "Jonathan Hive ก็ได้นะ"
"ใครฟร่ะ?? Jonathan Hive"
".... สงสัยต้องไปคุยกับ Jack Johnson" เจ้าของเครื่อง Mac กล่าว
ฮ่า
เออ....คิดได้ไง
พี่แจ็คเค้าเคยเป็น PR. Apple ด้วยน๊า....
15 May 2009
'เล่าสู่กันฟัง'
วันนี้เอาเพลงมาฝากค่ะ ^ ^
เข้ากับบรรยากาศหน้าฝนแบบนี้จังเลย
เพลงนี้...ได้ฟังกี่ครั้งก็ยังรู้สึกดี...
ทำให้คิดถึง 'มิตรภาพ' ที่ไม่มีวันลบเลือน
แม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกัน
แต่ความห่วงใย...ก็ไม่เคยจางหายไปจากหัวใจ...
---------------------------------
เล่าสู่กันฟัง - เบริด ธงชัย
'เล่าสู่กันฟัง'
ฉันยังจำเสมอที่เธอเคยบอกกับฉัน คิดแล้วยังตื้นตันเกินอธิบาย
นึกถึงคำๆนั้นทุกวันที่ห่างกันไป เหมือนมันเป็นโยงใยที่ส่งถึงกัน
ไม่ว่าเราจะโชคดี หรือบางทีที่ร้องไห้ ต่างคนสนใจจะฟัง
เพราะว่าในชีวิตเรื่องจริงมันต่างจากฝัน ฝันไม่เคยมีวันที่เจ็บช้ำใจ
มีผู้คนอยู่รอบกาย เหมือนไม่มีไม่เห็นใคร แต่ใจๆฉันยังมีเธอ
คืนที่ไร้แสงไฟ วันที่ใจมัวหม่น ขอเพียงใครสักคนห่วงใยกัน
วันที่เสียน้ำตา วันที่ฟ้าเปลี่ยนผัน เธอก็ยังมีฉันอยู่ทั้งคน
ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว
ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง
คืนที่ไร้แสงไฟ วันที่ใจมัวหม่น ขอเพียงใครสักคนห่วงใยกัน
วันที่เสียน้ำตา วันที่ฟ้าเปลี่ยนผัน เธอก็ยังมีฉันอยู่ทั้งคน
(เพราะ)ฝนที่ตก(อยู่)ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว
เธอลำบากอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง
(เพราะ)ฝนที่ตก(อยู่)ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว
เธอลำบากอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง
เธอยังขาดอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า
อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง เธอยังมีฉันอยู่ทั้งคน
เข้ากับบรรยากาศหน้าฝนแบบนี้จังเลย
เพลงนี้...ได้ฟังกี่ครั้งก็ยังรู้สึกดี...
ทำให้คิดถึง 'มิตรภาพ' ที่ไม่มีวันลบเลือน
แม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกัน
แต่ความห่วงใย...ก็ไม่เคยจางหายไปจากหัวใจ...
---------------------------------
เล่าสู่กันฟัง - เบริด ธงชัย
'เล่าสู่กันฟัง'
ฉันยังจำเสมอที่เธอเคยบอกกับฉัน คิดแล้วยังตื้นตันเกินอธิบาย
นึกถึงคำๆนั้นทุกวันที่ห่างกันไป เหมือนมันเป็นโยงใยที่ส่งถึงกัน
ไม่ว่าเราจะโชคดี หรือบางทีที่ร้องไห้ ต่างคนสนใจจะฟัง
เพราะว่าในชีวิตเรื่องจริงมันต่างจากฝัน ฝันไม่เคยมีวันที่เจ็บช้ำใจ
มีผู้คนอยู่รอบกาย เหมือนไม่มีไม่เห็นใคร แต่ใจๆฉันยังมีเธอ
คืนที่ไร้แสงไฟ วันที่ใจมัวหม่น ขอเพียงใครสักคนห่วงใยกัน
วันที่เสียน้ำตา วันที่ฟ้าเปลี่ยนผัน เธอก็ยังมีฉันอยู่ทั้งคน
ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว
ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง
คืนที่ไร้แสงไฟ วันที่ใจมัวหม่น ขอเพียงใครสักคนห่วงใยกัน
วันที่เสียน้ำตา วันที่ฟ้าเปลี่ยนผัน เธอก็ยังมีฉันอยู่ทั้งคน
(เพราะ)ฝนที่ตก(อยู่)ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว
เธอลำบากอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง
(เพราะ)ฝนที่ตก(อยู่)ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว
เธอลำบากอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง
เธอยังขาดอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า
อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง เธอยังมีฉันอยู่ทั้งคน
10 April 2009
เช็กช่วยชาติ
เช็กช่วยชาติ
จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ กล่าวสุนทรพจน์ในวันสาบานตัวรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 20 มกราคม 2504 ท่อนหนึ่งว่า "จงอย่าถามว่าประเทศของท่านจะทำอะไรเพื่อท่าน จงถามว่าท่านจะทำอะไรเพื่อประเทศของท่าน" (Ask not what your country can do for you, ask what you can do for your country.)
บางทีเราอาจถือโอกาสที่เทศกาลแจก 'เช็คช่วยชาติ' ของทางราชการกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ตั้งคำถามอย่างเดียวกับที่เคนเนดี้เคยกล่าวไว้เมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ขณะที่ประเทศกำลังช่วยประชาชนด้วย 'เช็ค' (cheque) เราทุกคนก็สามารถช่วยประเทศโดยการ 'เช็ก' (check) เช่นกัน!
และนี่คือรายการ 'เช็ก' ช่วยชาติ :
- ท่านรักษาสุขภาพของท่านให้แข็งแรงหรือไม่?
ประเทศที่พลเมืองรวมมีสุขภาพแข็งแรง นอกจากจะดีต่อแต่ละปัจเจกแล้ว ยังช่วยชาติประหยัดค่ายาต่างๆ จำนวนมหาศาลต่อปี เงินจำนวนนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้สบายๆ
- ท่านเป็นผู้ร่วมก่อมลพิษหรือไม่?
ช่วยกันลดมลภาวะ ช่วยกันปลูกต้นไม้คนละต้นสองต้น เพื่อให้อากาศและสภาพแวดล้อมของเราสะอาดขึ้น ทำให้สุขภาพของทุกคนดีตามไปด้วย ผลก็คือนอกจากจะไม่เจ็บตัวแล้ว ปลอดจากโรคภูมิแพ้ ยังประหยัดค่าหมอและยาจำนวนมาก
- ท่านช่วยชาติประหยัดพลังงานหรือไม่?
ช่วยกันประหยัดพลังงาน ช่วยรีไซเคิลสิ่งของที่ใช้ซ้ำได้ ถึงแม้ว่าท่านจะมีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ฯลฯ แต่การใช้พลังงานเกินความจำเป็นทำให้ประเทศต้องแบกรับภาระที่ไม่สมควร เพียงประหยัดคนละนิด ทำให้ประเทศชาติแข็งแรงขึ้น มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเศรษฐกิจอย่างปลอดภัย
- ท่านยินดีให้ผู้อื่นจูงจมูกหรือไม่?
เลิกเชื่ออะไรง่ายๆ เลิกฝันกลางวันว่าจะได้เงินทองง่ายๆ รู้ทันพ่อค้าและนักการเมืองที่ไร้จรรยาบรรณ รู้จักอ่านระหว่างบรรทัด ท่านจะประหยัดเงินทองและเวลามหาศาล เงินและเวลานี้ทำให้ท่านสร้างตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม และท้ายที่สุดก็ทำให้ประเทศแข็งแรง
- ท่านชอบเติมขยะเข้าไปในหัวหรือไม่?
เลิกเสพข่าวสารไร้คุณภาพ เลิกสนใจเรื่องส่วนตัวของชาวบ้าน ทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น มีเวลาเหลือไปทำงานที่เป็นงาน ที่สำคัญก็คือสุขภาพจิตดีขึ้นทันตาเห็น
- ท่านยังชอบดื่ม 'น้ำร้อนน้ำชา' หรือไม่?
คอร์รัปชั่นเป็นมะเร็งร้ายที่สุดของประเทศ เป็นการทรยศต่อชาติอย่างหนึ่ง อย่าให้เสียแรงที่บรรพบุรุษอุตส่าห์สละเลือดเนื้อสร้างชาติของเราขึ้นมา ขจัดมะเร็งร้ายออกจากตัวเอง ภูมิใจกับการหาเงินอย่างถูกทำนองคลองธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน และสร้างมาตรฐานจริยธรรมที่ดีต่อไป
- ท่าน 'ติดยา' หรือไม่?
ลด-ละ-เลิกสารเสพติด ตั้งแต่ยาเสพติด ไปจนถึงสิ่งเสพติดรูปแบบอื่นๆ เช่น บริโภคนิยม การกำจัดขยะนี้ออกจากตัวช่วยประหยัดทั้งเงินทองและเวลา
- ท่านยังรอฟ้าประทานหรือไม่?
ประเทศที่พลเมืองงมงายในอำนาจเหนือธรรมชาติสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอย่างยิ่ง เพราะทุกเรื่องในชีวิตต้องรอฟ้าประทาน ลด-ละ-เลิกความงมงาย และลงมือทำงาน จะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
- ท่านมีความรู้เท่ากับตอนออกจากรั้วโรงเรียนเมื่อหลายปีก่อนหรือไม่?
อัพเกรดตัวเองให้ฉลาดขึ้นเก่งขึ้น ประเทศที่มีคนฉลาดจำนวนมากจะก้าวหน้าไกลด้วยความคิดสร้างสรรค์ สร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่คิดแต่รอต่างประเทศ คนฉลาดยังรู้ทันคน ทันโลก รู้ทันค่านิยมเชิงลบต่างๆ ไม่ถูกใครหรือระบบใดจูงจมูกง่ายๆ
ใช่! จงอย่าถามว่าประเทศของท่านจะทำอะไรเพื่อท่าน จงถามว่าท่านจะเริ่ม 'เช็ก' ตัวเองและมาช่วยชาติกันเมื่อไร
วินทร์ เลียววาริณ
28 มีนาคม 2552
คมคำคนคม
It was on my fifth birthday that Papa put his hand on my shoulder and said, "Remember, my son, if you ever need a helping hand, you'll find one at the end of your arm."
ในวันเกิดครบห้าขวบของผม พ่อวางมือของท่านบนไหล่ของผมแล้วกล่าวว่า "จำไว้ เจ้าลูกชาย ถ้าเจ้าต้องการมือที่ช่วยเหลือ เจ้าจะพบมันที่ปลายแขนของเจ้า"
Sam Levenson
(1911 - 1980)
จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ กล่าวสุนทรพจน์ในวันสาบานตัวรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 20 มกราคม 2504 ท่อนหนึ่งว่า "จงอย่าถามว่าประเทศของท่านจะทำอะไรเพื่อท่าน จงถามว่าท่านจะทำอะไรเพื่อประเทศของท่าน" (Ask not what your country can do for you, ask what you can do for your country.)
บางทีเราอาจถือโอกาสที่เทศกาลแจก 'เช็คช่วยชาติ' ของทางราชการกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ตั้งคำถามอย่างเดียวกับที่เคนเนดี้เคยกล่าวไว้เมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ขณะที่ประเทศกำลังช่วยประชาชนด้วย 'เช็ค' (cheque) เราทุกคนก็สามารถช่วยประเทศโดยการ 'เช็ก' (check) เช่นกัน!
และนี่คือรายการ 'เช็ก' ช่วยชาติ :
- ท่านรักษาสุขภาพของท่านให้แข็งแรงหรือไม่?
ประเทศที่พลเมืองรวมมีสุขภาพแข็งแรง นอกจากจะดีต่อแต่ละปัจเจกแล้ว ยังช่วยชาติประหยัดค่ายาต่างๆ จำนวนมหาศาลต่อปี เงินจำนวนนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้สบายๆ
- ท่านเป็นผู้ร่วมก่อมลพิษหรือไม่?
ช่วยกันลดมลภาวะ ช่วยกันปลูกต้นไม้คนละต้นสองต้น เพื่อให้อากาศและสภาพแวดล้อมของเราสะอาดขึ้น ทำให้สุขภาพของทุกคนดีตามไปด้วย ผลก็คือนอกจากจะไม่เจ็บตัวแล้ว ปลอดจากโรคภูมิแพ้ ยังประหยัดค่าหมอและยาจำนวนมาก
- ท่านช่วยชาติประหยัดพลังงานหรือไม่?
ช่วยกันประหยัดพลังงาน ช่วยรีไซเคิลสิ่งของที่ใช้ซ้ำได้ ถึงแม้ว่าท่านจะมีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ฯลฯ แต่การใช้พลังงานเกินความจำเป็นทำให้ประเทศต้องแบกรับภาระที่ไม่สมควร เพียงประหยัดคนละนิด ทำให้ประเทศชาติแข็งแรงขึ้น มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเศรษฐกิจอย่างปลอดภัย
- ท่านยินดีให้ผู้อื่นจูงจมูกหรือไม่?
เลิกเชื่ออะไรง่ายๆ เลิกฝันกลางวันว่าจะได้เงินทองง่ายๆ รู้ทันพ่อค้าและนักการเมืองที่ไร้จรรยาบรรณ รู้จักอ่านระหว่างบรรทัด ท่านจะประหยัดเงินทองและเวลามหาศาล เงินและเวลานี้ทำให้ท่านสร้างตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม และท้ายที่สุดก็ทำให้ประเทศแข็งแรง
- ท่านชอบเติมขยะเข้าไปในหัวหรือไม่?
เลิกเสพข่าวสารไร้คุณภาพ เลิกสนใจเรื่องส่วนตัวของชาวบ้าน ทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น มีเวลาเหลือไปทำงานที่เป็นงาน ที่สำคัญก็คือสุขภาพจิตดีขึ้นทันตาเห็น
- ท่านยังชอบดื่ม 'น้ำร้อนน้ำชา' หรือไม่?
คอร์รัปชั่นเป็นมะเร็งร้ายที่สุดของประเทศ เป็นการทรยศต่อชาติอย่างหนึ่ง อย่าให้เสียแรงที่บรรพบุรุษอุตส่าห์สละเลือดเนื้อสร้างชาติของเราขึ้นมา ขจัดมะเร็งร้ายออกจากตัวเอง ภูมิใจกับการหาเงินอย่างถูกทำนองคลองธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน และสร้างมาตรฐานจริยธรรมที่ดีต่อไป
- ท่าน 'ติดยา' หรือไม่?
ลด-ละ-เลิกสารเสพติด ตั้งแต่ยาเสพติด ไปจนถึงสิ่งเสพติดรูปแบบอื่นๆ เช่น บริโภคนิยม การกำจัดขยะนี้ออกจากตัวช่วยประหยัดทั้งเงินทองและเวลา
- ท่านยังรอฟ้าประทานหรือไม่?
ประเทศที่พลเมืองงมงายในอำนาจเหนือธรรมชาติสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอย่างยิ่ง เพราะทุกเรื่องในชีวิตต้องรอฟ้าประทาน ลด-ละ-เลิกความงมงาย และลงมือทำงาน จะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
- ท่านมีความรู้เท่ากับตอนออกจากรั้วโรงเรียนเมื่อหลายปีก่อนหรือไม่?
อัพเกรดตัวเองให้ฉลาดขึ้นเก่งขึ้น ประเทศที่มีคนฉลาดจำนวนมากจะก้าวหน้าไกลด้วยความคิดสร้างสรรค์ สร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่คิดแต่รอต่างประเทศ คนฉลาดยังรู้ทันคน ทันโลก รู้ทันค่านิยมเชิงลบต่างๆ ไม่ถูกใครหรือระบบใดจูงจมูกง่ายๆ
ใช่! จงอย่าถามว่าประเทศของท่านจะทำอะไรเพื่อท่าน จงถามว่าท่านจะเริ่ม 'เช็ก' ตัวเองและมาช่วยชาติกันเมื่อไร
วินทร์ เลียววาริณ
28 มีนาคม 2552
คมคำคนคม
It was on my fifth birthday that Papa put his hand on my shoulder and said, "Remember, my son, if you ever need a helping hand, you'll find one at the end of your arm."
ในวันเกิดครบห้าขวบของผม พ่อวางมือของท่านบนไหล่ของผมแล้วกล่าวว่า "จำไว้ เจ้าลูกชาย ถ้าเจ้าต้องการมือที่ช่วยเหลือ เจ้าจะพบมันที่ปลายแขนของเจ้า"
Sam Levenson
(1911 - 1980)
9 April 2009
ความงามของความเงียบ

ความงามของความเงียบ
หากคุณเดินเท้าในเมืองหลวงของสยามประเทศ จากหัวถนนสีลมไปยังท้ายถนนในชั่วโมงเร่งด่วน คุณจะผ่านยามจำนวน 207 คน หนึ่งในสามของยามเหล่านี้ทำหน้าที่โบกรถเข้าออกอาคารสำนักงานต่างๆ ด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่านกหวีด ระดับเสียง 120 เดซิเบลที่กรีดร้องในระยะใกล้หู สูงพอทำให้ใจคุณสั่น แก้วหูสะเทือนถึงขั้นอันตราย พลานุภาพไม่แพ้พลังเสียงดูหลำแห่งทะเลใต้อย่างแน่นอน!
มิน่าเล่าถนนสายนี้จึงมีโรงพยาบาลและคลินิกหู(คอจมูก) คั่นทุกๆ หลายช่วงตึก!
สีลมเป็นเพียงหนึ่งในถนนใหญ่หลายสิบสายที่พลุกพล่านด้วยคน รถ และยามซึ่งนิยมใช้นกหวีดมากกว่าสัญญาณมือ ที่แปลกก็คือไม่ค่อยมีใครคิดว่านี่เป็นเรื่องแปลก ไม่เห็นใครบ่นอะไร แต่ละคนก้มหน้าก้มตาเดินไป ยามก็ตั้งหน้าตั้งตาเป่านกหวีด คนขับรถก็กดแตรไป
ความจริงที่หลายคนอาจไม่รู้หรือรู้แต่ลืมไปแล้วก็คือ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบลนานๆ เป็นอันตรายต่อหูมนุษย์ และเสียงนกหวีดกับเสียงแตรรถนั้นเกินระดับ 85 เดซิเบลไม่น้อย
นี่คือรายการเดซิเบลของเสียงต่างๆ :
เสียงคุยกันปกติ 50-60 เดซิเบล
นาฬิกาปลุก 70-80 เดซิเบล
เสียงตะโกน 90-100 เดซิเบล
เสียงแตรรถยนต์ 110 เดซิเบล
ฟ้าร้อง / ไนท์คลับ / ร็อค คอนเสิร์ต 120 เดซิเบล
ลูกโป่งแตก 150 เดซิเบล
ประทัด 120-140 เดซิเบล
เครื่องบินขึ้นฟ้า 150-180 เดซิเบล
คุณไม่ควรอยู่ในสภาวะเสียงที่ดัง 80-90 เดซิเบลนานกว่าแปดชั่วโมงต่อวัน การฟังเสียงดัง 115 เดซิเบลนานเพียงสิบห้านาทีต่อวัน สามารถทำลายเยื่อแก้วหูได้ เกิน 110 เดซิเบลขึ้นไปเป็นอันตรายต่อหู เกิน 180 เดซิเบลคือหูพัง
จำไว้ง่ายๆ คือ ทุกๆ 5 เดซิเบลที่เพิ่มขึ้น ให้ลดเวลาที่อยู่กับเสียงนั้นลงครึ่งหนึ่ง
หากคุณชอบฟังเพลงดนตรีในผับที่ระดับเสียง 100 เดซิเบล ก็ไม่ควรขลุกอยู่ในนั้นเกินสิบห้านาที มิเช่นนั้นวันหนึ่งคุณอาจตื่นขึ้นมาพบว่าโลกใบนี้เงียบผิดปกติ
วิถีชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับเสียงดังจนมันกลายเป็นเรื่องปกติ นอกจากเสียงจอแจของจราจร เมื่อเข้าสำนักงานก็ได้ยินเสียงด่าของเจ้านาย (มักได้ยินชัดเจนจากทุกมุมสำนักงาน) เสียงเพลงในที่ทำงาน (คนไทยเรามักใจดีอยากให้เพื่อนทุกคนในสำนักงานได้ยินเพลงที่เราชอบด้วย) ฯลฯ
ทุกวันคนขายผักผลไม้แถวบ้านผมขับ 'ยานเวลา' มาขายไข่ไก่ ผักกาดขาว ส้ม ทุเรียน ลำไย เงาะ ถึงหน้าบ้าน
ยานเวลา นี้ย่อมาจากคำว่า 'หย่อนยานเรื่องเวลา' นั่นคือใช้เครื่องขยายเสียงประกาศขายไข่ไก่ ผักกาดขาว ผักคะน้า ฯลฯ กันสองเวลา คือตอนห้าทุ่มเมื่อหลายคนหลับไปแล้ว กับตีห้าก่อนไก่หลายตัวโก่งคอขัน!
แม้กระทั่งในสถานที่ที่ไม่ควรมีเสียงอย่างที่สุดเช่น สวนสาธารณะ ก็ยังเต็มไปด้วยมลพิษทางเสียง สวนสาธารณะในบ้านเรานิยมใช้เครื่องขยายเสียง ตั้งแต่การประกาศห้ามพาหมามาเดิน ไปจนถึงการใช้ไมโครโฟนร้องเพลงคาราโอเกะอย่างสุขสม
ในช่วงเทศกาลรื่นเริง เรามักเห็นการจัดปาร์ตี้ยามดึกดื่นพร้อมเสียงดนตรีดังจากท้ายซอยถึงต้นซอย
เมื่อขึ้นแท็กซี่ น้อยครั้งคุณจะพบคันที่ไม่เปิดวิทยุ
เราเป็นชาติที่หนวกหูที่สุดชาติหนึ่งในโลก!
มนุษย์เมืองหลวงเคยชินกับเสียงเหล่านี้จนมองไม่เห็นว่ามันไม่ปกติ
สุภาษิตโบราณว่า ถ้าทุกคนพูดพร้อมกัน ก็จะไม่มีใครได้ยิน
อาจจะจริง ถ้าเรายังไม่ยอมลดการใช้เสียงดังอย่างนี้ วันหนึ่งก็จะไม่มีใครได้ยินจริงๆ
การแก้ปัญหามลพิษเสียงก็เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาจราจรและอีกหลายๆ ปัญหา นั่นคือแก้ที่คน ไม่ใช่ป้ายห้ามใช้เสียง แก้ด้วยหลักง่ายๆ : "เอาใจเขามาใส่ใจเรา"
อย่าทึกทักว่าคนอื่นชอบเพลงที่คุณชอบ อย่าสรุปว่าคนอื่นอยากฟังคุณร้องเพลง ถ้าไม่ชอบเสียงนกหวีดข้างหูคุณ คนอื่นก็ไม่ชอบ ถ้าไม่อยากให้ใครมาตะโกนตะคอกใส่ ก็ไม่ตะโกนตะคอกใส่คนอื่น
เงียบๆ ไว้บ้าง โลกจะสดใสขึ้นมาก
เดินเงียบๆ คิดเงียบๆ ทำงานเงียบๆ
เมื่อโลกเงียบลง คุณอาจจะได้ยินเสียงแมลงกระซิบกัน เสียงลมพัด เสียงใบไม้ไหว เสียงนกบอกรัก
ที่สำคัญที่สุด คุณจะได้ยินเสียงความคิดและเสียงหัวใจของคุณชัดขึ้น
บทความโดย : วินทร์ เลียววาริณ 4 เมษายน 2552
Subscribe to:
Posts (Atom)