23 October 2009
ฝน
แม้มีคนที่เรารักก็เหงาได้
ความรู้สึกเรานี่มันช่างเปราะบางเสียเหลือเกิน
บางทีค้นลงไปในใจ
เราจะลืมคนเดิมเราได้ไหม
เรารักใครจริงๆ
ทำไมช่วงนี้ดูความรักระหว่างเรามันจืดจังเลย
หรือเป็นเพราะความรู้สึกของเราคนเดียว
แรกรักมักหวานอย่างโบราณว่า
แต่ทำไมกับคนเดิม มันถึงได้หอมหวานกว่า
นี่อาจจะเป็น....หัวใจที่เห็นแก่ตัวของเรา
ฝนตกพร่ำๆ
เป็นการร่ำลา
หน้าหนาวจะมาแล้ว
หนึ่งปีมันเร็วจัง
หนึ่งปีที่เรารู้จักกัน
ปีนี้ ไม่มี เธอแล้ว
30 July 2009
ขำขัน Mac
เขาหงุดหงิดมาก ที่ประกันยังไม่หมดแต่ก็ไม่สามารถเคลมได้
อีกคนแนะนำว่า บอกแล้วว่าต้องคุยกับ "Steve Jobs"
แต่เราว่า คุยกับ "Jonathan Hive ก็ได้นะ"
"ใครฟร่ะ?? Jonathan Hive"
".... สงสัยต้องไปคุยกับ Jack Johnson" เจ้าของเครื่อง Mac กล่าว
ฮ่า
เออ....คิดได้ไง
พี่แจ็คเค้าเคยเป็น PR. Apple ด้วยน๊า....
15 May 2009
'เล่าสู่กันฟัง'
เข้ากับบรรยากาศหน้าฝนแบบนี้จังเลย
เพลงนี้...ได้ฟังกี่ครั้งก็ยังรู้สึกดี...
ทำให้คิดถึง 'มิตรภาพ' ที่ไม่มีวันลบเลือน
แม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกัน
แต่ความห่วงใย...ก็ไม่เคยจางหายไปจากหัวใจ...
---------------------------------
เล่าสู่กันฟัง - เบริด ธงชัย
'เล่าสู่กันฟัง'
ฉันยังจำเสมอที่เธอเคยบอกกับฉัน คิดแล้วยังตื้นตันเกินอธิบาย
นึกถึงคำๆนั้นทุกวันที่ห่างกันไป เหมือนมันเป็นโยงใยที่ส่งถึงกัน
ไม่ว่าเราจะโชคดี หรือบางทีที่ร้องไห้ ต่างคนสนใจจะฟัง
เพราะว่าในชีวิตเรื่องจริงมันต่างจากฝัน ฝันไม่เคยมีวันที่เจ็บช้ำใจ
มีผู้คนอยู่รอบกาย เหมือนไม่มีไม่เห็นใคร แต่ใจๆฉันยังมีเธอ
คืนที่ไร้แสงไฟ วันที่ใจมัวหม่น ขอเพียงใครสักคนห่วงใยกัน
วันที่เสียน้ำตา วันที่ฟ้าเปลี่ยนผัน เธอก็ยังมีฉันอยู่ทั้งคน
ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว
ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง
คืนที่ไร้แสงไฟ วันที่ใจมัวหม่น ขอเพียงใครสักคนห่วงใยกัน
วันที่เสียน้ำตา วันที่ฟ้าเปลี่ยนผัน เธอก็ยังมีฉันอยู่ทั้งคน
(เพราะ)ฝนที่ตก(อยู่)ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว
เธอลำบากอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง
(เพราะ)ฝนที่ตก(อยู่)ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว
เธอลำบากอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง
เธอยังขาดอะไรไหม เธอสู้ไหวหรือเปล่า
อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง เธอยังมีฉันอยู่ทั้งคน
10 April 2009
เช็กช่วยชาติ
จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ กล่าวสุนทรพจน์ในวันสาบานตัวรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 20 มกราคม 2504 ท่อนหนึ่งว่า "จงอย่าถามว่าประเทศของท่านจะทำอะไรเพื่อท่าน จงถามว่าท่านจะทำอะไรเพื่อประเทศของท่าน" (Ask not what your country can do for you, ask what you can do for your country.)
บางทีเราอาจถือโอกาสที่เทศกาลแจก 'เช็คช่วยชาติ' ของทางราชการกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ตั้งคำถามอย่างเดียวกับที่เคนเนดี้เคยกล่าวไว้เมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ขณะที่ประเทศกำลังช่วยประชาชนด้วย 'เช็ค' (cheque) เราทุกคนก็สามารถช่วยประเทศโดยการ 'เช็ก' (check) เช่นกัน!
และนี่คือรายการ 'เช็ก' ช่วยชาติ :
- ท่านรักษาสุขภาพของท่านให้แข็งแรงหรือไม่?
ประเทศที่พลเมืองรวมมีสุขภาพแข็งแรง นอกจากจะดีต่อแต่ละปัจเจกแล้ว ยังช่วยชาติประหยัดค่ายาต่างๆ จำนวนมหาศาลต่อปี เงินจำนวนนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้สบายๆ
- ท่านเป็นผู้ร่วมก่อมลพิษหรือไม่?
ช่วยกันลดมลภาวะ ช่วยกันปลูกต้นไม้คนละต้นสองต้น เพื่อให้อากาศและสภาพแวดล้อมของเราสะอาดขึ้น ทำให้สุขภาพของทุกคนดีตามไปด้วย ผลก็คือนอกจากจะไม่เจ็บตัวแล้ว ปลอดจากโรคภูมิแพ้ ยังประหยัดค่าหมอและยาจำนวนมาก
- ท่านช่วยชาติประหยัดพลังงานหรือไม่?
ช่วยกันประหยัดพลังงาน ช่วยรีไซเคิลสิ่งของที่ใช้ซ้ำได้ ถึงแม้ว่าท่านจะมีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ฯลฯ แต่การใช้พลังงานเกินความจำเป็นทำให้ประเทศต้องแบกรับภาระที่ไม่สมควร เพียงประหยัดคนละนิด ทำให้ประเทศชาติแข็งแรงขึ้น มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเศรษฐกิจอย่างปลอดภัย
- ท่านยินดีให้ผู้อื่นจูงจมูกหรือไม่?
เลิกเชื่ออะไรง่ายๆ เลิกฝันกลางวันว่าจะได้เงินทองง่ายๆ รู้ทันพ่อค้าและนักการเมืองที่ไร้จรรยาบรรณ รู้จักอ่านระหว่างบรรทัด ท่านจะประหยัดเงินทองและเวลามหาศาล เงินและเวลานี้ทำให้ท่านสร้างตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม และท้ายที่สุดก็ทำให้ประเทศแข็งแรง
- ท่านชอบเติมขยะเข้าไปในหัวหรือไม่?
เลิกเสพข่าวสารไร้คุณภาพ เลิกสนใจเรื่องส่วนตัวของชาวบ้าน ทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น มีเวลาเหลือไปทำงานที่เป็นงาน ที่สำคัญก็คือสุขภาพจิตดีขึ้นทันตาเห็น
- ท่านยังชอบดื่ม 'น้ำร้อนน้ำชา' หรือไม่?
คอร์รัปชั่นเป็นมะเร็งร้ายที่สุดของประเทศ เป็นการทรยศต่อชาติอย่างหนึ่ง อย่าให้เสียแรงที่บรรพบุรุษอุตส่าห์สละเลือดเนื้อสร้างชาติของเราขึ้นมา ขจัดมะเร็งร้ายออกจากตัวเอง ภูมิใจกับการหาเงินอย่างถูกทำนองคลองธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน และสร้างมาตรฐานจริยธรรมที่ดีต่อไป
- ท่าน 'ติดยา' หรือไม่?
ลด-ละ-เลิกสารเสพติด ตั้งแต่ยาเสพติด ไปจนถึงสิ่งเสพติดรูปแบบอื่นๆ เช่น บริโภคนิยม การกำจัดขยะนี้ออกจากตัวช่วยประหยัดทั้งเงินทองและเวลา
- ท่านยังรอฟ้าประทานหรือไม่?
ประเทศที่พลเมืองงมงายในอำนาจเหนือธรรมชาติสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอย่างยิ่ง เพราะทุกเรื่องในชีวิตต้องรอฟ้าประทาน ลด-ละ-เลิกความงมงาย และลงมือทำงาน จะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
- ท่านมีความรู้เท่ากับตอนออกจากรั้วโรงเรียนเมื่อหลายปีก่อนหรือไม่?
อัพเกรดตัวเองให้ฉลาดขึ้นเก่งขึ้น ประเทศที่มีคนฉลาดจำนวนมากจะก้าวหน้าไกลด้วยความคิดสร้างสรรค์ สร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่คิดแต่รอต่างประเทศ คนฉลาดยังรู้ทันคน ทันโลก รู้ทันค่านิยมเชิงลบต่างๆ ไม่ถูกใครหรือระบบใดจูงจมูกง่ายๆ
ใช่! จงอย่าถามว่าประเทศของท่านจะทำอะไรเพื่อท่าน จงถามว่าท่านจะเริ่ม 'เช็ก' ตัวเองและมาช่วยชาติกันเมื่อไร
วินทร์ เลียววาริณ
28 มีนาคม 2552
คมคำคนคม
It was on my fifth birthday that Papa put his hand on my shoulder and said, "Remember, my son, if you ever need a helping hand, you'll find one at the end of your arm."
ในวันเกิดครบห้าขวบของผม พ่อวางมือของท่านบนไหล่ของผมแล้วกล่าวว่า "จำไว้ เจ้าลูกชาย ถ้าเจ้าต้องการมือที่ช่วยเหลือ เจ้าจะพบมันที่ปลายแขนของเจ้า"
Sam Levenson
(1911 - 1980)
9 April 2009
ความงามของความเงียบ

ความงามของความเงียบ
หากคุณเดินเท้าในเมืองหลวงของสยามประเทศ จากหัวถนนสีลมไปยังท้ายถนนในชั่วโมงเร่งด่วน คุณจะผ่านยามจำนวน 207 คน หนึ่งในสามของยามเหล่านี้ทำหน้าที่โบกรถเข้าออกอาคารสำนักงานต่างๆ ด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่านกหวีด ระดับเสียง 120 เดซิเบลที่กรีดร้องในระยะใกล้หู สูงพอทำให้ใจคุณสั่น แก้วหูสะเทือนถึงขั้นอันตราย พลานุภาพไม่แพ้พลังเสียงดูหลำแห่งทะเลใต้อย่างแน่นอน!
มิน่าเล่าถนนสายนี้จึงมีโรงพยาบาลและคลินิกหู(คอจมูก) คั่นทุกๆ หลายช่วงตึก!
สีลมเป็นเพียงหนึ่งในถนนใหญ่หลายสิบสายที่พลุกพล่านด้วยคน รถ และยามซึ่งนิยมใช้นกหวีดมากกว่าสัญญาณมือ ที่แปลกก็คือไม่ค่อยมีใครคิดว่านี่เป็นเรื่องแปลก ไม่เห็นใครบ่นอะไร แต่ละคนก้มหน้าก้มตาเดินไป ยามก็ตั้งหน้าตั้งตาเป่านกหวีด คนขับรถก็กดแตรไป
ความจริงที่หลายคนอาจไม่รู้หรือรู้แต่ลืมไปแล้วก็คือ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบลนานๆ เป็นอันตรายต่อหูมนุษย์ และเสียงนกหวีดกับเสียงแตรรถนั้นเกินระดับ 85 เดซิเบลไม่น้อย
นี่คือรายการเดซิเบลของเสียงต่างๆ :
เสียงคุยกันปกติ 50-60 เดซิเบล
นาฬิกาปลุก 70-80 เดซิเบล
เสียงตะโกน 90-100 เดซิเบล
เสียงแตรรถยนต์ 110 เดซิเบล
ฟ้าร้อง / ไนท์คลับ / ร็อค คอนเสิร์ต 120 เดซิเบล
ลูกโป่งแตก 150 เดซิเบล
ประทัด 120-140 เดซิเบล
เครื่องบินขึ้นฟ้า 150-180 เดซิเบล
คุณไม่ควรอยู่ในสภาวะเสียงที่ดัง 80-90 เดซิเบลนานกว่าแปดชั่วโมงต่อวัน การฟังเสียงดัง 115 เดซิเบลนานเพียงสิบห้านาทีต่อวัน สามารถทำลายเยื่อแก้วหูได้ เกิน 110 เดซิเบลขึ้นไปเป็นอันตรายต่อหู เกิน 180 เดซิเบลคือหูพัง
จำไว้ง่ายๆ คือ ทุกๆ 5 เดซิเบลที่เพิ่มขึ้น ให้ลดเวลาที่อยู่กับเสียงนั้นลงครึ่งหนึ่ง
หากคุณชอบฟังเพลงดนตรีในผับที่ระดับเสียง 100 เดซิเบล ก็ไม่ควรขลุกอยู่ในนั้นเกินสิบห้านาที มิเช่นนั้นวันหนึ่งคุณอาจตื่นขึ้นมาพบว่าโลกใบนี้เงียบผิดปกติ
วิถีชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับเสียงดังจนมันกลายเป็นเรื่องปกติ นอกจากเสียงจอแจของจราจร เมื่อเข้าสำนักงานก็ได้ยินเสียงด่าของเจ้านาย (มักได้ยินชัดเจนจากทุกมุมสำนักงาน) เสียงเพลงในที่ทำงาน (คนไทยเรามักใจดีอยากให้เพื่อนทุกคนในสำนักงานได้ยินเพลงที่เราชอบด้วย) ฯลฯ
ทุกวันคนขายผักผลไม้แถวบ้านผมขับ 'ยานเวลา' มาขายไข่ไก่ ผักกาดขาว ส้ม ทุเรียน ลำไย เงาะ ถึงหน้าบ้าน
ยานเวลา นี้ย่อมาจากคำว่า 'หย่อนยานเรื่องเวลา' นั่นคือใช้เครื่องขยายเสียงประกาศขายไข่ไก่ ผักกาดขาว ผักคะน้า ฯลฯ กันสองเวลา คือตอนห้าทุ่มเมื่อหลายคนหลับไปแล้ว กับตีห้าก่อนไก่หลายตัวโก่งคอขัน!
แม้กระทั่งในสถานที่ที่ไม่ควรมีเสียงอย่างที่สุดเช่น สวนสาธารณะ ก็ยังเต็มไปด้วยมลพิษทางเสียง สวนสาธารณะในบ้านเรานิยมใช้เครื่องขยายเสียง ตั้งแต่การประกาศห้ามพาหมามาเดิน ไปจนถึงการใช้ไมโครโฟนร้องเพลงคาราโอเกะอย่างสุขสม
ในช่วงเทศกาลรื่นเริง เรามักเห็นการจัดปาร์ตี้ยามดึกดื่นพร้อมเสียงดนตรีดังจากท้ายซอยถึงต้นซอย
เมื่อขึ้นแท็กซี่ น้อยครั้งคุณจะพบคันที่ไม่เปิดวิทยุ
เราเป็นชาติที่หนวกหูที่สุดชาติหนึ่งในโลก!
มนุษย์เมืองหลวงเคยชินกับเสียงเหล่านี้จนมองไม่เห็นว่ามันไม่ปกติ
สุภาษิตโบราณว่า ถ้าทุกคนพูดพร้อมกัน ก็จะไม่มีใครได้ยิน
อาจจะจริง ถ้าเรายังไม่ยอมลดการใช้เสียงดังอย่างนี้ วันหนึ่งก็จะไม่มีใครได้ยินจริงๆ
การแก้ปัญหามลพิษเสียงก็เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาจราจรและอีกหลายๆ ปัญหา นั่นคือแก้ที่คน ไม่ใช่ป้ายห้ามใช้เสียง แก้ด้วยหลักง่ายๆ : "เอาใจเขามาใส่ใจเรา"
อย่าทึกทักว่าคนอื่นชอบเพลงที่คุณชอบ อย่าสรุปว่าคนอื่นอยากฟังคุณร้องเพลง ถ้าไม่ชอบเสียงนกหวีดข้างหูคุณ คนอื่นก็ไม่ชอบ ถ้าไม่อยากให้ใครมาตะโกนตะคอกใส่ ก็ไม่ตะโกนตะคอกใส่คนอื่น
เงียบๆ ไว้บ้าง โลกจะสดใสขึ้นมาก
เดินเงียบๆ คิดเงียบๆ ทำงานเงียบๆ
เมื่อโลกเงียบลง คุณอาจจะได้ยินเสียงแมลงกระซิบกัน เสียงลมพัด เสียงใบไม้ไหว เสียงนกบอกรัก
ที่สำคัญที่สุด คุณจะได้ยินเสียงความคิดและเสียงหัวใจของคุณชัดขึ้น
บทความโดย : วินทร์ เลียววาริณ 4 เมษายน 2552
8 April 2008
Steve Jobs “จงหิวโหย จงโง่เขลา”
มีคนให้มา , Thk na ka.
------------------------------------------------------------------------------------------------
Positioning Magazine ตุลาคม 2548
สุนทรพจน์ที่สร้างความประทับใจไปทั่วโลกของ Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple และผู้สร้าง Macintoch
โอวาทที่ Steve Jobs ผู้สร้าง Macintosh แสดงในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แก่บัณฑิตจบใหม่ในวันนั้น แต่ยังรวมไปถึงโลกคอมพิวเตอร์ที่ Silicon Valley และยังคงได้รับการชื่นชมและกล่าวขวัญไปทั่วโลกจนถึงวันนี้
สุนทรพจน์วันนั้น Jobs เพียงแต่เล่าถึงบทเรียนในชีวิตของเขา 3 บท แต่เป็น 3 บทที่ทำให้เขาซึ่งแม้แต่แม่ที่แท้จริงก็ไม่ต้องการ กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก
บทเรียนบทแรกของ Jobs ซึ่งเขาเรียกมันว่า “การลากเส้นต่อจุด” เริ่มต้นด้วยการเล่าว่า ตัวเขาเองไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะได้ลาออกหลังจากเรียนในมหาวิทยาลัย Reed College ไปได้เพียง 6 เดือน ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยนั้น Jobs กล่าวว่า มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เขายังไม่เกิด
แม่ที่แท้จริงของเขา ซึ่งเป็นนักศึกษาสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ต้องการเลี้ยงดูเขา และตัดสินใจยกเขาให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นตั้งแต่เขายังไม่ลืมตาดูโลก แต่เธอมีเงื่อนไขว่า พ่อแม่บุญธรรมของลูกของเธอจะต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย Jobs เกือบจะได้เป็นลูกบุญธรรมของนักกฎหมายที่จบมหาวิทยาลัยและมีฐานะ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะไม่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่า พวกเขาไม่ต้องการเด็กผู้ชาย
กว่า Jobs จะได้พ่อแม่บุญธรรม ซึ่งต่อมาเป็นผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ ก็อีกหลายเดือนหลังจากเขาเกิด เนื่องจากแม่ที่แท้จริงของเขาเกิดจับได้ว่า ว่าที่พ่อแม่บุญธรรมของ Jobs ได้ปิดบังระดับการศึกษาที่แท้จริงซึ่งไม่ได้จบมหาวิทยาลัย และพ่อบุญธรรมของ Jobs ไม่ได้เรียนมัธยมด้วยซ้ำ แต่ต่อมาเธอก็ได้ยอมเซ็นยก Jobs ให้แก่พ่อแม่บุญธรรม เมื่อพวกเขารับปากว่าจะส่งเสียให้ Jobs ได้เรียนมหาวิทยาลัย
17 ปีต่อมา Jobs ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสมตามความต้องการของแม่ที่แท้จริง ผู้ไม่เคยเลี้ยงดูเขาแต่กลับต้องการกำหนดชะตาชีวิตของลูกที่ตนไม่เคยเลี้ยงดู เพียง 6 เดือนในมหาวิทยาลัย Jobs ใช้เงินเก็บที่พ่อแม่บุญธรรมซึ่งเป็นเพียงชนชั้นแรงงานได้สะสมมาตลอดชีวิต หมดไปกับค่าเล่าเรียนที่แสนแพง Jobs ตัดสินใจลาออก เพราะเขามองไม่เห็นคุณค่าของการเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่สามารถช่วยให้เขาคิดได้ว่า เขาต้องการจะทำอะไรในชีวิต
แม้ว่าตอนนี้เมื่อมองกลับไปเขาจะรู้สึกว่า การตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา เพราะการลาออกทำให้เขาไม่ต้องฝืนเข้าเรียนในวิชาปกติที่บังคับเรียนซึ่งเขาไม่เคยชอบหรือสนใจ แต่สามารถเข้าเรียนในวิชาที่เขาเห็นว่าน่าสนใจได้
แต่เขาก็ยอมรับว่า นั่นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก เมื่อเขาไม่ได้เป็นนักศึกษาจึงไม่มีห้องพักในหอพัก และต้องนอนกับพื้นในห้องของเพื่อน ต้องเก็บขวดโค้กที่ทิ้งแล้วไปแลกเงินมัดจำขวดเพียงขวดละ 5 เซ็นต์ เพื่อนำเงินนั้นไปซื้ออาหาร และต้องเดินไกล 7 ไมล์ทุกคืนวันอาทิตย์ เพื่อไปกินอาหารดีๆ สัปดาห์ละหนึ่งมื้อที่วัด Hare Krishna
อย่างไรก็ตาม เขาชอบที่หลังจากลาออก เขาสามารถที่จะไปเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจ และวิชาทั้งหลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น ซึ่งเขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน โดยเลือกเรียนตามแต่ความสนใจและสัญชาตญาณของเขาจะพาไป ได้กลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา และหนึ่งในนั้นคือ วิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (calligraphy)
Jobs ยอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่า จะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปีหลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน และทำให้ Mac กลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม
ถ้าหากเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และ Mac ก็คงไม่อาจจะมีตัวอักษรแบบต่างๆ ที่หลากหลาย หรือ font ที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ Windows ที่ลอกแบบไปจาก Mac อีกต่อหนึ่งก็เช่นกัน คงจะไม่มีตัวอักษรสวยๆ ใช้อย่างที่มีอยู่ในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม Jobs บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถ “ลากเส้นต่อจุด” หรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (คอลิกราฟฟี่) จะกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกแบบ Mac เขาเพียงสามารถจะลากเส้นต่อจุดระหว่างวิชาลิปิศิลป์กับการคิดค้นเครื่อง Mac ได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลังเท่านั้น
ในเมื่อไม่มีใครที่จะลากเส้นต่อจุดไปในอนาคตได้ ดังนั้นคำแนะนำของ Jobs ก็คือ คุณจะต้อง “ไว้ใจและเชื่อมั่น” ว่า จุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะหาทางลากเส้นต่อเข้าด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่
บทเรียนชีวิตบทที่สองที่ Jobs เล่าต่อไปคือ ความรักและการสูญเสีย Jobs อายุเพียง 20 ปี เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Apple กับเพื่อนที่โรงรถของพ่อ เพียง 10 ปีให้หลัง Apple เติบโตจากคนเพียง 2 คนกลายเป็นบริษัทใหญ่โตที่มีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์และพนักงานมากกว่า 4,000 คน
แต่หลังจากที่เขาเพิ่งเปิดตัว Macintosh ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ได้เพียงปีเดียว Jobs ก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองกับมือ เมื่ออายุเพียงแค่ 30 ปี หลังจากเขาทะเลาะถึงขั้นแตกหักกับนักบริหารมืออาชีพ ที่เขาเองเป็นผู้ว่าจ้างให้มาบริหาร Apple และกรรมการบริษัทกลับเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น
ข่าวการถูกไล่ออกของเขาเป็นข่าวที่ใหญ่มาก และเช่นเดียวกัน มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา Jobs กล่าวว่า เขาได้สูญเสียสิ่งที่เขาได้ทำมาตลอดชีวิตไปในพริบตา และเขารู้สึกเหมือนตัวเองพังทลาย เขาไม่รู้จะทำอะไรอยู่หลายเดือน และถึงกับคิดจะหนีออกจากวงการคอมพิวเตอร์ไปชั่วชีวิต
แต่ความรู้สึกอย่างหนึ่งกลับค่อยๆ สว่างขึ้นข้างในตัวเขา และเขาก็พบว่า เขายังคงรักในสิ่งที่เขาทำมาแล้ว ความล้มเหลวที่ Apple มิอาจเปลี่ยนแปลงความรักที่เขามีต่อสิ่งที่ได้ทำมาแล้วแม้เพียงน้อยนิด เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อมาเขาพบว่า การถูกอัปเปหิจาก Apple กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขา เพราะความหนักอึ้งของการประสบความสำเร็จได้ถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการเป็นมือใหม่อีกครั้ง และช่วยปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ จนสามารถเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตของเขา
ช่วง 5 ปีหลังจากนั้น Jobs ได้เริ่มตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixar ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
ส่วน Apple กลับมาซื้อ NeXT ซึ่งทำให้ Jobs ได้กลับคืนสู่ Apple อีกครั้ง และเทคโนโลยีที่เขาได้คิดค้นขึ้นที่ NeXT ได้กลายมาเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูของ Apple
Jobs กล่าวว่า ความล้มเหลวเป็นยาขมแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก Jobs เชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลุกขึ้นได้ในครั้งนั้น คือเขารักในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นคุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่คุณจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว
ส่วนบทเรียนชีวิตบทสุดท้ายในโอวาทของเขาคือ ความตาย เมื่ออายุ 17 ปี Jobs ประทับใจในข้อความหนึ่งที่เขาได้อ่านมา ซึ่งเสนอแนวคิดให้คนมีชีวิตอยู่โดยคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต และตลอด 33 ปีที่ผ่านมา Jobs จะถามตัวเองในกระจกทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา เขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่เขากำลังจะทำในวันนี้หรือไม่ ถ้าหากคำตอบเป็น “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน เขาก็รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลง
Jobs กล่าวว่า วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมา ซึ่งได้ช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เพราะเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปสิ้น เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าความหมายและความสำคัญที่แท้จริงเท่านั้น
วิธีคิดเช่นนี้ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้คุณไม่ตกลงไปในกับดักความคิดที่ว่า คุณมีอะไรที่จะต้องสูญเสีย เพราะความจริงแล้ว เราทุกคนล้วนมีแต่ตัวเปล่าๆ ด้วยกันทั้งนั้น
เมื่อปีที่แล้ว เขาได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้ และจะตายภายในเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน แพทย์ถึงกับบอกให้เขากลับไปสั่งเสียครอบครัวซึ่งเท่ากับเตรียมตัวตาย
แต่แล้วในเย็นวันเดียวกัน เมื่อแพทย์ได้ใช้กล้องสอดเข้าไปตัดชิ้นเนื้อที่ตับอ่อนของเขาออกมาตรวจอย่างละเอียด ก็กลับพบว่า มะเร็งตับอ่อนที่เขาเป็นนั้นแม้จะเป็นชนิดที่พบได้ยากก็จริง แต่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด และเขาก็ได้รับการผ่าตัดและหายดีแล้ว
นั่นเป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดเท่าที่ Jobs เคยเผชิญมา และทำให้ขณะนี้เขายิ่งสามารถพูดได้เต็มปาก เสียยิ่งกว่าเมื่อตอนที่เขาเพียงแต่ใช้ความตายมาเตือนตัวเองเป็นมรณานุสติว่า ไม่มีใครที่อยากตาย แม้แต่คนที่อยากขึ้นสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนเพื่อจะไปสวรรค์ แต่ก็ไม่มีใครหลีกหนีความตายพ้น และเขาคิดว่า มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น Jobs เห็นว่า ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของ “ชีวิต” ความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆ ให้หมดไปเพื่อเปิดทางให้แก่สิ่งใหม่ๆ
ดังนั้น Jobs บอกว่า เวลาของคุณจึงมีจำกัด และอย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลจากความคิดของคนอื่น และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องมีความกล้าที่จะก้าวไปตามที่หัวใจคุณปรารถนาและสัญชาตญาณของคุณจะพาไป เพราะหัวใจและสัญชาตญาณของคุณรู้ดีว่า คุณต้องการจะเป็นอะไร
Jobs ปิดท้ายสุนทรพจน์ของเขา ด้วยการหยิบยกวลีที่อยู่ใต้ภาพบนปกหลังของวารสารฉบับสุดท้ายของวารสารเล่มหนึ่งที่เลิกผลิตไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเขาเปรียบวารสารดังกล่าวเป็น Google บนแผ่นกระดาษ และเป็นประดุจคัมภีร์ของคนรุ่นเขา วารสารดังกล่าวมีชื่อว่า The Whole Earth Catalog จัดทำโดย Stewart Brand ส่วนวลีนั้นคือ “จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหวังจะเป็นเช่นนั้นเสมอมา
Fortune ฉบับเดือนกันยายน 2548
แปลและเรียบเรียงโดย เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์
13 February 2008
คำคม...จากหนัง
คำคม...จากหนัง
"You have a past. Who doesn’t?
What I need to know is if there is a place for me in your future"
"คุณว่าคุณมีอดีต..แล้วใครไม่มีบ้างล่ะ?
สิ่งเดียวที่ผมอยากรู้ก็คือ..คุณพอจะมีที่ว่างในอนาคต สำหรับผมบ้างมั๊ย"
จาก From Sweet Home Alabama
"คุณเสียอะไรที่คุณไม่เคยมีไม่ได้"
จาก How to lose the guy in 10 days
"ถ้าคุณต้องการบางสิ่ง บางอย่างมากๆ จงปล่อยมันไป
ถ้ามันกลับมาหาคุณ...มันก็จะเป็นของคุณตลอดไป
แต่ถ้ามันไม่กลับมา แสดงว่ามันไม่ใช่ของคุณตั้งแต่แรก"
จาก Indecant Proposal
"ทำไมเราไม่เคยรู้เลยว่ารักมันเริ่มต้นเมื่อไหร่ แต่เราจะรู้เสมอว่า รักมันจะจบลงเมื่อไหร่"
จาก La. Story
"จงโง่เง่าพอที่จะตกหลุมรักใครสักคน
แต่จงฉลาดพอที่จะรู้ตัวว่าตกหลุมรักใครคนนั้น"
จาก The Velocity Of Gary
"ความรักไม่ได้จบลงเพียงเพราะว่าเราไม่ได้พบกัน
คนเราศรัทธาในพระเจ้าใช่ไหม? ตราบชั่วชีวิต ทั้งที่ไม่เคยพบพระองค์"
จาก The End Of The Affairs
"เธอไม่ได้รักฉันหรอก เธอต้องการให้ฉันรักเธอต่างหาก"
จาก Citizen Kane
"คุณอาจรักใครบางคนได้สุดหัวใจ แม้ไม่เข้าใจเขาเลยแม้แต่นิดเดียว"
จาก A river Runs Through It
"Winter must be cold for those with no warm memories."
จาก An Affair to Remember
" 'Ohana' means family. family means nobody get left behind or forgotten."
"โอฮานา - แปลว่า ครอบครัว. ครอบครัวหมายถึงไม่มีใครทอดทิ้งกันและกัน"
จาก Lilo and Stitch
"เมื่อคุณแหงนหน้ามองฟ้า และเอื้อมมือไปเพื่อจะคว้าดาว
ถึงแม้..อาจจะไม่มีดาวซักดวงติดมือมาอย่างที่ต้องการ
แต่ขอให้รู้เถอะว่า...สิ่งที่คว้าได้ ยังไงซะก็ไม่ใช่ 'ดิน' "
จาก My Little Bride
"พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง"
จาก Spiderman II
" I'm not a smart man but I know what love is."
" ฉันไม่ใช่คนฉลาดนัก แต่ฉันก็รู้ว่ารักคืออะไร. "
จาก Forrest Gump
" ที่เราต้องเจ็บปวดกับความรักน่ะ ไม่ใช่เพราะมันจากไปหรอก ...
แต่เพราะมันยังคงอยู่ต่างหาก "
จาก IL MARE
"คนเรา ถึงแม้จะมีข้อดีสัก 99 อย่าง แต่ถ้ามีข้อเสียออกมาสัก 1 อย่างล่ะก็
ต่อให้ดียังไงก็รักไม่ลงก็มีนะ ในทางกลับกัน คนที่มีข้อเสีย 99 อย่าง
แต่ว่าถ้ามีข้อดีที่เด่นมากออกมาสัก 1 อย่าง ก็ถือว่าเป็นเสน่ห์ได้นะ
ถึงคนอื่นทั่วไปจะมองไม่เห็น แต่ถ้าสายตาเรา มองเห็นไอ้ 1% ที่ว่านี้
ก็จะทำให้เรารักคน ๆ นั้นขึ้นมาได้"
จาก จุดเริ่มต้นของหัวใจให้ 1 เปอร์เซ็นต์
"หากเราเปิดประตูออกไปแล้วมองเห็นทางเดิน แต่เราไม่ได้ก้าวต่อ..
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเส้นทางนั้นมั้นสิ้นสุดตรงไหน"
จาก The lord of the ring